1. คำว่า จรรยาบรรณ จริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม จารีตประเพณี
กฎหมาย ให้นักศึกษาให้คำนิยาม
และสรุปว่าคำเหล่านี้เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
ตอบ
|
คำ
|
ความหมาย
|
ความเหมือนและความต่าง
|
|
จรรยาบรรณ
|
- ประมวลกฎเกณฑ์ความประพฤติ/มารยาทที่ผู้ประกอบอาชีพการงานแต่ละอย่างกำหนดขึ้น
เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ ชื่อเสียง ฐานะของสมาชิก
และประพฤติปฏิบัติร่วมกัน ยอมรับว่าอะไรควรทํา อะไรไม่ควรทํา
อาจเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร หรือไม่ก็ได้ตลอดจนเป็นหลักความประพฤติที่เป็นเครื่องยึด
เหนียวจิตใจให้มีคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลในแต่ละกลุ่มวิชาชีพ
เช่น จรรยาบรรณของแพทย์ก็คือ ประมวลความประพฤติที่วงการแพทย์กําหนดขึ้น เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้เป็นแพทย์ยึดถือปฏิบัติ
-
จริยธรรมในทางวิชาชีพเป็นข้อประพฤติปฏิบัติสําหรับกลุ่มวิชาชีพ
- จริยธรรมของกลุ่มชนผู้ร่วมอาชีพ
ร่วมอุดมการณ์ เป็นหลักประพฤติหลักจริยธรรม มารยาท ที่ทุกคนเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม
ควรจะร่วมกันรักษาไว้เพื่อดำรงเกียรติและศรัทธาจากประชาชน
ละเมียดละไมกว่ากฎระเบียบ ลึกซึ่งกว่าวินัย สูงค่าเทียบเท่าอุดมการณ์
สรุปได้ว่า จรรยาบรรณจึงเป็นหลักความประพฤติ
เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้มีคุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลในแต่ละกลุ่มวิชาชีพซึ่ง
เรียกว่า จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ (Professional code of ethics) เมื่อประพฤติแล้วจะช่วยรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณ
ชื่อเสียงทั้งของวิชาชีพและฐานะของสมาชิกทําให้ได้รับความเชื่อถือจากสังคม
|
1.
คุณธรรมและจริยธรรมของบุคคลในคณะ/กลุ่มวิชาชีพนันๆ เป็นองค์ประกอบทีสําคัญของจรรยาบรรณ
2 ผู้ทีมีจริยธรรม หรือผู้ทีมีความประพฤติ/มารยาททถูกต้องดีงาม
ก็คือ ผู้ทีมีจรรยาบรรณ
3. ผู้กระทำผิดจรรยาบรรณ
ย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าได้กระทำผิดหรือไม่จึงย่อมมีความละอายเมื่อคิดจะหลบเลี่ยง
อีกทั้ง สังคมจะเป็นผู้ร่วมวินิจฉัยว่าทำผิดหรือไม่ โดยพิจารณาจากพฤติกรรมไม่ต้องอาศัยพยานหลักฐานประกอบ
|
|
จริยธรรม
|
- ความประพฤติที่เป็นธรรมชาติเกิดจากคุณธรรมในตัวเอง ซึ่งสรุปได้ว่า คือ
ข้อควรประพฤติปฏิบัติหรือกริยาที่ควรประพฤติที่สอดคล้องกับหลักธรรมชาติหรือความถูกต้องดีงาม
- การกระทำทั้งทางกาย ,วาจา,ใจ อันเป็นพฤติกรรมที่คนดี ควรกระทำอยู่เสมอๆ
- สิ่งที่มีอยู่แล้วในตัวมนุษย์โดยธรรมชาติซึ่งจะต้องพัฒนาขึ้นโดยอาศัยกฎเกณฑ์ความประพฤติที่มนุษย์ควรประพฤติที่ได้จากหลักการทางศีลธรรม
หลักปรัชญา วัฒนธรรม กฎหมายหรือจารีตประเพณีเพื่อประโยชน์สุขแก่ตนเองและสังคมนอกจากนี้จริยธรรมยังใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสนใจเลือกความประพฤติ/การกระทำที่ถูกต้องเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ด้วย
ซึ่งเมื่อสังคมสลับซับซ้อนขึ้นมีการแบ่งหน้าที่กันออกเป็นหน้าที่ต่างๆ
จึงมีข้อกำหนดที่เรียกว่า “จรรยาวิชาชีพ” (Codes of Conduct) ขึ้น
เพือใช้เป็นหลักปฏิบัติของคนในอาชีพนั้น
- กรอบหรือแนวทางอันดีงามที่พึงปฏิบัติซึ่งกำหนดไว้สำหรับสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยงดงาม
ความสงบร่มเย็นเป็นสุข ความรักสามัคคีความอบอุ่น มั่นคงและปลอดภัยในการดํารงชีวิต
( อ้างถึงระเบียนสํานักนายกรัฐมนตรี)
|
1.
เป็นลักษณะการแสดงออกของร่างกาย ทางการประพฤติปฏิบัติซึ่งสะท้อนคุณธรรมภายในให้เห็นเป็นรูปธรรม
2.
จริยธรรมมาจากคุณธรรมในตัวเองของแต่ละบุคคล
3.
ผู้ที่มีจริยธรรม คือ ผู้ที่เลือกจะแสดงออกทางกายที่ถูกต้องและเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์
4.
องค์ประกอบของจริยธรรม ได้แก่ ความประพฤติการสะท้อนความนึกคิดและจิตสำนึก
การเกิดการกระทำดีไม่มุ่งให้เกิดผลร้าย และการสร้างผลดีแก่ตนเองและผู้อื่น
5.
จริยธรรมจะมีความหมายกว้างกว่าศีลธรรม เพราะศีลธรรมเป็นหลักคำสอนทางศาสนาที่ว่าด้วยความประพฤติปฏิบัติชอบ
แต่จริยธรรม หมายถึง หลักแห่งความประพฤติปฏิบัติชอบ
อันวางรากฐานอยู่บนหลักคําสอนของศาสนา ปรัชญาและขนบธรรมเนียมประเพณี
6.
จริยธรรมมิใช่กฎหมาย ทั้งนี้เพราะกฎหมายเป็นสิ่งบังคับให้คนทำตาม และมีบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน
ดังนั้น สาเหตุที่คนเคารพเชื่อฟังกฎหมายเพราะกลัวถูกลงโทษ ในขณะที่จริยธรรมไม่มีบทลงโทษ
ดังนั้น คนจึงมีจริยธรรมเพราะมีแรงจูงใจแต่อย่างไรก็ตามกฎหมายก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับจริยธรรมในฐานะเป็นแรงหนุนจากภายนอกเพื่อให้คนมีจริยธรรม
|
|
คุณธรรม
|
-คุณงามความดีที่เป็นธรรมชาติ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
-
สภาพคุณงามความดีทางความประพฤติและจิตใจ
- ความดีที่เป็นธรรมชาติทีเกดในจิตใจของคนที่เป็นคุณสมบัติอันดีงาม
- สิ่งที่มีคุณค่า มีประโยชน์ เป็นความดีงาม
เป็นมโนธรรม เป็นเครื่องประคับประคองใจให้เกลียดความชั่ว กลัวบาป ใฝ่ความดี เป็นเครื่องกระตุ้นผลักดันให้เกิดความรู้สึกรับผิดชอบ
เกิดจิตสํานึกที่ดี มีความสงบเย็นภายใน
เป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดขึÊนและเหมาะสมกับความต้องการใน
สังคมไทย (อ้างถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี)
|
1.
เป็นลักษณะความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจ
2. คุณธรรมเป็นมุมมองแง่หนึ่งของจริยธรรม
ซึ่งคำนึงถึงสิ่งที่ถูกและผิด โดยมีหลักใหญ่ 3 ประการ ได้แก่
- ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในแต่ละบุคคล
- ระบบยุติธรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม
ประเพณีท้องถิ่น ประวัติศาสตร์
ทางสังคม และธรรมเนียมปฏิบัติ
- สภาพคุณความดีหรือคุณลักษณะที่แสดงออกของความดีที่แสดงออกด้วยการปฏิบัติและเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไป
3. จริยธรรมที่ฝึกฝนจนเป็นนิสัย
|
|
ค่านิยม
|
สิ่งที่บุคคลหรือสังคมยึดถือเป็นเครื่องช่วยตัดสินใจ
และกำหนดการกระทำของตนเอง
|
-จรรยาบรรณ ค่านิยม จารีตประเพณี เหมือนกันในด้านของความประพฤติที่ปฎิบัติกันมายาวนาน
จนเกิดเป็นเรื่องปกติธรมดา โดยถือเป็นกฎหรือข้อปฎิบัติ ถ้ามีใครฝ่าฝืนถือว่าเป็นคนไม่ดี
แต่อาจไม่ได้รับบทลงโทษ
|
|
จารีตประเพณี
|
ประเพณีที่นิยมและประพฤติกันสืบมา
ถ้าฝ่าฝืนถือว่าเป็นผิดเป็นชั่ว
|
1. กฎหมายกับจารีตประเพณีเหมือนกันก็คือ
เป็นกฎเกณฑ์ซึ่งกำหนดแบบแผนการกระทำภายนอกของมนุษย์
2. จารีต มีความหมายเหมือนคำว่า
“ศีลธรรม” จารีตเป็นบรรทัดฐานที่ทุกคนในสังคม จะต้องกระทำเป็นกระบวนการ
พฤติกรรมที่จำเป็นต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย และสวัสดิภาพของสังคม
3. จารีตประเพณีของแต่ละสังคมนั้นย่อมไม่เหมือนกัน
เพราะมีค่านิยมที่ยึดถือต่างกัน
|
|
กฎหมาย
|
กฎที่สถาบันหรือผู้มีอํานาจสูงสุดในรัฐตราขึ้น
หรือที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ
เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคลให้ปฏิบัติตาม
หรือเพื่อกําหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือระหว่างบุคคลกับรัฐ
|
1. กฎหมายกับจารีตประเพณี แตกต่างกัน อยู่ในแง่ของความชัดเจนในการกำหนดกฎเกณฑ์
และวิธีการในการลงโทษผู้ฝ่าฝืน
2. จารีตประเพณี ศีลธรรม ช่วยกำกับการกระทำของมนุษย์ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและดีงาม
|
2. ในสังคมทุกวันนี้ กฎหมาย
เข้ามาเกี่ยวข้องและมีบทบาทต่อมนุษย์อย่างไร หากไม่มีจะเกิดอะไรขึ้น
ถ้ามีกฎหมายจริงหรือที่ว่าสามารถใช้บังคับได้
สังคมทุกวันนี้สงบตามที่นักฎหมายได้บัญญัติขึ้น จงให้เหตุผลยกตัวอย่าง
ตอบอในสังคมทุกวันนี้
กฎหมาย เข้ามาเกี่ยวข้องและมีบทบาทต่อมนุษย์ คือ กฎหมายนั้นมีอยู่คู่กับสังคมตั้งแต่ไหนแต่ไร
จนกล่าวกันว่า “ที่ใดมีสังคม ที่นั่นมีกฎหมาย” (Ubi societas ibi jus) เพราะเมื่อคนมาอยู่รวมเป็นสังคมประโยชน์และความต้องการของแต่ละคนอาจขัดแย้ง
กันได้ ซึ่งกฎหมายจะเป็นมาตรการอย่างหนึ่งในการควบคุมสังคม (social
controls) โดยเป็นกติกาเพื่อชี้ขาดความถูกต้องที่สังคมยอมรับในการใฝ่หาความเป็นธรรม
อันเป็นจุดสมดุล (equilibrium) ระหว่างประโยชน์ของเอกชนแต่ละคนในแต่ละเรื่องหรือระหว่างเอกชนกับส่วนรวม หากไม่มีกฎหมาย
ก็จะทำให้สังคมนั้นๆ ไม่มีกฎเกณฑ์ กติกาการอยู่ร่วมกัน เกิดการทะเลาะวิวาท และส่งผลต่อสังคมในภาพรวมด้วย
ถ้ามีกฎหมายจริงหรือที่ว่าสามารถใช้บังคับได้
สังคมทุกวันนี้สงบตามที่นักฎหมายได้บัญญัติขึ้น คือ ในกรณีนี้ก็มีจริงบ้างบางส่วน
โดยส่วนที่จริงนั้น เราจะเห็นได้จากการลงโทษกับผู้กระทำผิดในข่าวสารทั่วไป
ส่วนที่ไม่จริง ก็เห็นได้จากข่าวที่ครูฝึกซ้อมทหารเกณฑ์จนตาย แต่ตอนนี้ยังไม่มีข่าวคืบหน้าอะไรเลย หรือข่าวรถเบนซ์ชนท้ายรถฟอร์ดของสองนิสิตนักศึกษาปริญญาโทจนถึงแก่ความตาย และทำให้ทรัพย์สินเสียหาย แต่กลับยังเงียบเฉยอยู่ เป็นต้น
3. พระราชบัญญัติการศึกษา
มีหลักในการจัดการศึกษาและแนวการจัดการศึกษาทำได้อย่างไร จงอธิบาย
ตอบ พระราชบัญญัติการศึกษา
ในหมวด 4 ว่าด้วยแนวการจัดการศึกษา จะกล่าวถึงหลักการสำคัญของการจัดกระบวนการเรียนการสอน
(มาตรา 22) ซึ่งรวมถึงจุดมุ่งหมายและสาระเนื้อหาของหลักสูตร
(มาตรา 23 และ 27) กระบวนการจัดการ
(มาตรา 24) และการประเมินผล (มาตรา 25) องค์กรที่จัดทำหลักสูตร
(มาตรา 26) และเงื่อนไขของความสำเร็จอื่นๆ
มาตรา 22 การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้
และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ
มาตรา 22 ไม่ได้กล่าวโดยตรงว่า
ต้องยึดหลักนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน เพราะอาจจะสร้างปัญหาเชิงกฎหมายในการบังคับใช้
และการตีความ นอกจากนั้นในปรัชญาการเรียนการสอนควรหลีกเลี่ยงแนวคิดแบบสุดโด่งที่แยกขั้วระหว่างการเรียนของนักเรียนและการสอนของครูมาตรา
22 จึงกล่าวอย่างเป็นกลางๆ ไว้โดย
"ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด"
มาตรา 23 การจัดการศึกษา ทั้งการศึกษาในระบบ
การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้
คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษาในเรื่องต่อไปนี้
(1) ความรู้เรื่องเกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม
ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน ชาติ และสังคมโลก รวมถึงความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสังคมไทย และระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
(2) ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งความรู้ความเข้าใจ และประสบการณ์เรื่องการจัดการ การบำรุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน
(3) ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา
ภูมิปัญญาไทยและการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา
(4) ความรู้ และทักษะด้านคณิตศาสตร์ และด้านภาษา
เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
(5) ความรู้ และทักษะในการประกอบอาชีพและการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข
มาตรา 23
กล่าวถึงเนื้อหาสาระหรือทิศทางของเนื้อหาสาระของหลักสูตรโดยทั่วไปแต่อาจจะเน้นมาทางหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานมากหน่อย
โดยเฉพาะการแบ่งกลุ่มการเรียนรู้เป็น 5 กลุ่ม
ตามวรรคหนึ่งถึงวรรคห้าของมาตรา 23
ในข้อเท็จจริง การกำหนดเนื้อหาสาระของหลักสูตรจะต้องพิจารณาระดับการศึกษา ประเภทของการศึกษา และความถนัดส่วนบุคคลมาประกอบด้วย
การศึกษาระดับที่สูงขึ้นไปย่อมจัดหลักสูตรที่เน้นสาขาวิชาและสาขาวิชาเฉพาะมากยิ่งขึ้น
แต่ถ้าเป็นหลักสูตรการศึกษาพื้นฐานก็ควรจะต้องมีองค์ประกอบที่เรียกว่า
หลักสูตรแกนกลางที่เน้นตัวร่วมหรือค่านิยมร่วม (Core Values) ระดับชาติ และจะต้องมีหลักสูตรที่สะท้อนปัญหา
และวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นด้วย
มาตรา 23 จึงเป็นการวางหลักการทั่วไป
ส่วนความแตกต่างในแต่ละระดับจะนำไปกล่าวไว้ในมาตรา 27
มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ
ดังต่อไปนี้
(1)
จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล
(2) ฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์
และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา
(3) จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็นทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
(4) จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม
ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
(5) ส่งเสริม สนับสนุน ให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม
สื่อการเรียนและอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้
รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้
ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ
(6) จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดามารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย
เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
มาตรา 24 กล่าวถึง กระบวนการเรียนรู้ที่จะต้องดำเนินการแนวทาง 6 ประการ
หรือเท่าที่จะสามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์และลักษณะของวิชา
มาตรา 25 รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ
ได้แก่ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ แหล่งข้อมูลและแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียงและมีประสิทธิภาพ
มาตรานี้จะช่วยส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต ซึ่งรวมความถึงการศึกษาต่อเนื่องในความหมายเดิมของระบบการศึกษานอกโรงเรียน
ฉะนั้น การจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ (ต่อเนื่อง) จึงกระทำได้ในชุมชนต่างๆ
มาตรา 26 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน
ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน
การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา
ให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสการเข้าศึกษาต่อและให้นำผลการประเมินผู้เรียนตามวรรคหนึ่งมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย
ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ
ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ
ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว
ชุมชน สังคม และประเทศชาติ
มาตรา 27 กำหนดผู้รับผิดชอบจัดทำหลักสูตรไว้เป็น 2 ระดับ ระดับชาติให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลาง
ส่วนระดับท้องถิ่นให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดทำสาระหลักสูตรที่เกี่ยวกับท้องถิ่น
การจัดทำหลักสูตรของสองส่วนนี้ เป็นการเสริมซึ่งกันและกัน
การสอนหลักวิชาตามหลักสูตรแกนกลางนั้นสามารถนำเอาเนื้อหาสาระของท้องถิ่นเข้ามาเป็นส่วนประกอบได้เสมอ
ไม่ว่าจะเป็น วิชาประวัติศาสตร์
ที่มุ่งหมายให้นักเรียนเข้าใจประวัติความเป็นมาของชุมชนของตนเอง และของชาติ
หรือการสอนวิชาชีพก็จะสามารถนำข้อมูลอาชีพในท้องถิ่นมาเป็นวัตถุดิบของการเรียนการสอน
จุดหมายของหลักสูตรแกนกลาง "เพื่อความเป็นไทย" นั้น
ก็หมายถึงความเป็นไทยในลักษณะที่มีเอกลักษณ์จากชาติอื่น ฉะนั้น ความเป็นไทยในความหมายนี้รวมถึงวัฒธรรมท้องถิ่น
ภูมิปัญญาท้องถิ่นทุกๆ แห่งที่ปรากฎในอาณาจักรไทยปัจจุบัน
มาตรา 28 หลักสูตรการศึกษาระดับต่างๆ
รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาสำหรับบุคคลตามมาตรา 10 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่
ต้องมีลักษณะหลากหลาย ทั้งนี้
ให้จัดตามความเหมาะสมของแต่ละระดับโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคลให้เหมาะสมแก่วัยและศักยภาพ
สาระของหลักสูตร ทั้งที่เป็นวิชาการ และวิชาชีพ
ต้องมุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถ
ความดีงามและความรับผิดชอบต่อสังคม
สำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา
นอกจากคุณลักษระในวรรคหนึ่งและวรรคสองแล้ว ยังมีความมุ่งหมายเฉพาะที่จะพัฒนาวิชาการ
วิชาชีพชั้นสูงและการค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และพัฒนาสังคม
มาตรา 28 กล่าวถึงหลักสูตรระดับต่างๆ ต้องมีลักษณะหลากหลายตามวรรคหนึ่ง
ต้องมีความสมดุลตามวรรคสอง และหลักสูตรอุดมศึกษา ต้องมีลักษณะตามวรรคสาม
มาตรา 29 ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล
ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
ส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน
เพื่อให้ชุมชนมีการจัดการศึกษาอบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูล
ข่าวสาร
และรู้จัดเลือกสรรภูมิปัญหาและความต้องการรวมทั้งหาวิธีการสนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
มาตรา 30 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา
4. ในฐานะที่นักศึกษาทุกคนทราบว่าประเทศไทยขณะนี้อยู่ในช่วงปฏิวัติ
นักศึกษาคิดว่าประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากสาหตุอย่างไร
วิธีการที่คณะรัฐบาลทหารแก้ไขอยู่นี้น่าจะดีหรือไม่ดีจงให้เหตุผลและอธิบาย
ตอบ กระทรวงศึกษาธิการมีเหตุผลและความจำเป็น
4 ประการ ที่ทำให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 ในกรณีนี้
คือ
1. การบูรณาการงานระดับพื้นที่
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า
โครงสร้างการบริหารจัดการแบบเดิมของกระทรวงศึกษาธิการในส่วนภูมิภาคนั้น
จะพบว่ามีปัญหาเรื่องการบูรณาการในการดำเนินงานของระดับพื้นที่ต่าง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในระดับต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งโรงเรียนในระดับเดียวกัน
ภายในจังหวัดเดียวกันก็ยังไม่เชื่อมโยง อีกทั้งโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(อปท.), โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.)
และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จะหลุดวงโคจรจากการบริหารจัดการโดยสิ้นเชิง
เนื่องจากต่างคนต่างบริหารจัดการ
แม้ว่าทุกหน่วยงานจะได้รับแนวทางและนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการไปดำเนินการ
แต่เมื่อถึงเวลาดำเนินการจริงจะไม่มีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ตัวอย่างเช่น
ในเขตพื้นที่การศึกษาของจังหวัดหนึ่ง
อาจจะมีเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาจำนวนมาก
ซึ่งแต่ละเขตก็จะไม่ได้หารือกัน ทำให้ยากต่อการบูรณาการระดับพื้นที่
ในส่วนของโครงสร้างการบริหารจัดการกระทรวงศึกษาธิการในส่วนภูมิภาคแบบใหม่ตามคำสั่ง
คสช. นั้น
จะมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค โดยมี
รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานและมีผู้บริหารองค์กรหลักเป็นกรรมการ ซึ่งจะทำหน้าที่ขับเคลื่อนการศึกษาในส่วนภูมิภาค
ด้วยการบริหารจัดการตรงไปที่สำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ที่ 1-18 กล่าวคือ
จะทำการแต่งตั้งศึกษาธิการภาคขึ้นมา 18 คน และจะมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
(ศธจ.) ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.)
โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน รวมทั้งสิ้น 77 จังหวัด
เพื่อดูแลการศึกษาทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาปฐมวัย, สถานศึกษา
กศน., สถานศึกษาอาชีวศึกษา, สถานศึกษาการศึกษาพิเศษ,
สถานศึกษาเอกชน เป็นต้น รวมทั้งโรงเรียนในสังกัด อปท., กทม., ตชด. ด้วย ทำให้ขับเคลื่อนนโยบายในการบริหารงานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างเป็นเอกภาพ
ในขณะที่โครงสร้างแบบเดิมดำเนินการในส่วนนี้ได้ยาก
2.
ช่วงการบังคับบัญชากว้าง
อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดปรับโครงสร้าง คือ
การที่มีช่วงการบังคับบัญชากว้าง กล่าวคือ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องกำกับดูแลผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหมด
225 คน เทียบอัตราส่วน 1 ต่อ 225 ส่วนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาก็มีภาระหนักขึ้น
เนื่องจากมีสถานศึกษาอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชนรวมกันถึง 886 แห่ง
ซึ่งโครงสร้างใหม่จะทำให้สัดส่วนในการกำกับดูแลน้อยลง ด้วยการที่ รมว.ศึกษาธิการ
กำกับดูแลสำนักงานศึกษาธิการภาค 18 แห่ง จากนั้นสำนักงานศึกษาธิการภาค 18 แห่ง
จะกำกับดูแลสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 77 จังหวัด ต่างจากแบบเดิมที่คุมคนเยอะ
ทำให้ดูแลกันไม่ทั่วถึง
3.
เพิ่มความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการศึกษา
นอกจากนี้ การดำเนินงานตามโครงสร้างแบบเดิมพบว่า ทั้ง สพฐ.และ สำนักงาน
ก.ค.ศ. ต่างคนต่างดำเนินการไม่บูรณาการซึ่งกันและกัน โดย สพฐ.
ทำหน้าที่ดูแลศึกษานิเทศก์ และคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา (กพท.) ส่วน สำนักงาน
ก.ค.ศ.จะกำกับดูแล อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ ที่มีอำนาจดูแลเรื่องการบริหารงานบุคคล
โครงสร้างแบบใหม่จะยุบ กพท. และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ แต่ สพฐ.
จะยังคงทำหน้าที่ประเมินผลและนิเทศเช่นเดิม
ตลอดจนเรื่องการจัดสรรงบประมาณและงานบริหารทั่วไป
ส่วนการบริหารงานวิชาการจะเข้าบอร์ดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ดูในภาพรวม ดังนั้น ทั้ง 2 ส่วนงานที่ถูกยุบไปไม่ได้หายไปไหน
แต่ย้ายไปอยู่บอร์ดใหญ่ของผู้ว่าราชการจังหวัด
4.
ความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล
ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการพบปัญหาเรื่องความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล
4 ประการ ได้แก่ การเกลี่ยครูหรือเปลี่ยนครูข้ามเขต, การบรรจุครูใหม่ในแต่ละเขต,
การคัดเลือกผู้อำนวยการโรงเรียน และการดำเนินการทางวินัย
ปัญหาดังกล่าวที่ดำเนินการโดยโครงสร้างเดิมนั้นไม่ทันต่อเวลาจึงได้ปรับโครงสร้างใหม่ที่จะทำในรูปแบบของจังหวัด
ซึ่งจะพิจารณาได้ในขอบข่ายที่กว้างขึ้น เช่น
การเปลี่ยนครูในโรงเรียนที่ขาดก็จะทำได้ดีขึ้น การบรรจุครูใหม่ก็เช่นเดียวกัน
ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนก็มีตัวเลือกที่จะสามารถหมุนเวียนได้มากกว่าเดิม
ทำให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานมากขึ้น
จากเหตุผลและความจำเป็น 4 ประการข้างต้น สำหรับ วิธีการที่คณะรัฐบาลทหารแก้ไขอยู่นี้ก็น่าจะเป็นแนวทางที่ดี แต่ก็ต้องเข้ามาดูระบบการศึกษาอย่างจริงจัง และค่อยๆปรับปรุงระบบการศึกษาไปทีละขั้น เพิ่มกระจายอำนาจให้มากขึ้นจะได้ดูแลระบบการศึกษาได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งจัดระบบการเรียนการสอนให้นักเรียนเรียนรู้ให้มากขึ้น มีความรู้ในหลายด้านและสามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ในสังคมได้
5.
ความเคลื่อนไหวทางการศึกษากระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศมีการปฏิรูปขึ้น
หากหน่วยงานทางการศึกษา เช่น เขตพื้นที่ประถมศึกษา เขตพื้นที่มัธยมศึกษา มีการยุบ
และได้มีการนำสถานศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่จังหวัดในรูปแบบองค์คณะบุคคล เช่น
องค์การบริหารส่วนจังหวัดขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไรจงอธิบาย
ตอบ มีทั้งในส่วนที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ทั้งนี้ในส่วนที่เห็นด้วย คือ การกระทำดังกล่าวเป็นการกระจายอำนาจอย่างทั่วถึงให้สามารถดูแลระบบการศึกษาได้ เป็นการป้องกันการทุจริตเช่นในด้านของงบประมาณต่างๆของทางราชการ การบริหารงานอื่นๆเป็นต้นแต่อาจมีช่องโหว่เช่นการบริหารงานที่อาจจะไม่ทั่วถึงเพราะศูนย์กลางของแต่ละจังหวัดมีเพียงแค่ที่เดียว สำหรับส่วนที่ไม่เห็นด้วย คือ ในการจัดทำโครงสร้างใหม่นี้มีการกระจายอำนาจให้กับทุกจังหวัด แต่ในสภาพที่เป็นจริง การบริหารงานของ กศจ. ที่จะต้องดูแลโรงเรียนในจังหวัดของตนเองนั้น ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ก็ย่อมส่งผลให้การบริหารงานไม่ทั่วถึง เปรียบเสมือนกับ ครูผู้สอนที่สอนในชั้นเรียนที่มีเด็ก 50 คน ก็ย่อมไม่สามารถสอนให้เด็กให้เข้าใจได้อย่างทั่วถึง ในอดีตในแต่ละจังหวัดมีเขตการพื้นที่ดูแล บางจังหวัด 4 เขตแต่ก็ยังไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง นี่ถ้าเป็น กศจ. มาดูแลแล้วแต่ละจังหวัดมีโรงเรียนจำนวนมาก ก็อาจจะไม่สามารถแก้ปัญหาในส่วนนี้ได้
6. ในฐานะที่นักศึกษาจะลงไปฝึกสอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
วิชากฎหมายนี้นักศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
จงยกตัวอย่างที่นักศึกษาคิดว่านำไปปฏิบัติกับตัวนักศึกษาและนักเรียนได้
ยกตัวอย่างอธิบายพร้อมเหตุผลทำไมจึงทำเช่นนั้น
ตอบ ในฐานะที่นักศึกษาจะลงไปฝึกสอนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน วิชากฎหมายนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในการทำงานของสถานศึกษา การดูแลเด็กนักเรียน การทำงานร่วมกับครู การวางตัวกับเด็ก
ซึ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องในสถานศึกษา อันเปรียบเสมือนแนวทางในการปฏิบัติตน และยังเป็นภูมิคุ้มกันตนเองในการฝึกสอน มิให้เกิดความเสียหายแก่ตนเอง และเพื่อนร่วมวิชาชีพ อทิ เช่น การลงโทษเด็กนักเรียน ว่าควรทำอย่างไร มีกี่สถานะ หนักเบาได้แค่ไหน ในสังคมบุคคลมีหลายประเภท คนที่มาเป็นครูก็ใช่ว่าจะเป็นบุคคลที่รักและศรัทธาในอาชีพนี้ทั้งหมด ดังปรากฏให้เห็นตามข่าวสารมากมาย การประทุษร้ายเด็ก การทำอนาจาร การลงโทษอย่างทารุณ และอื่นๆอีกมากมาย
7. คำว่าการประกันคุณภาพมีความหมายอย่างไร มีหลักการประกันอย่างไร
ถ้าหน่วยงานของต้นสังกัดลงมือทำเองเรียกว่าอะไร เข้ามีวิธีการทำอย่างไร
หากนอกสังกัดเขาลงมือทำเขาเรียกว่าอะไร มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างไร
(ให้ตอบ เฉพาะของการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
ตอบ การประกันคุณภาพการศึกษา
หมายถึง การบริหารจัดการและการดาเนินกิจกรรมตามภารกิจปกติของสถานศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
สร้างความมั่นใจให้ผู้รับบริการทางการศึกษา ทั้งผู้รับบริการโดยตรง ได้แก่
ผู้เรียน ผู้ปกครอง และผู้รับบริการทางอ้อม ได้แก่ สถานประกอบการ ประชาชน
และสังคมโดยรวม
หลักการประกันคุณภาพการศึกษา
ได้แก่
1.
การสร้างความมั่นใจและสร้างความพึงพอใจในคุณภาพการศึกษา
2.
การป้องกันปัญหา ต้องมีการวางแผนและเตรียมการ
3.
การตั้งมั่นบนหลักวิชาในการพัฒนาหลักวิชาชีพ
4.
การดำเนินงานสามารถติดตามตรวจสอบและประเมินตนเองได้
5.
การดำเนินงานเน้นคุณภาพในการปฏิบัติงานทุกระดับทุกขั้นตอน
6.
การสร้างความรู้ ทักษะและความมั่นใจให้กับบุคลากรในสถานศึกษา
7.
การประสานสัมพันธ์ในองค์กร บุคลากรในพื้นที่
8.
การเน้นภาวะผู้นำของผู้บริหาร
หน่วยงานของต้นสังกัดลงมือทำเอง
เรียกว่า "การประกันคุณภาพภายใน" เป็นการตรวจสอบ
การควบคุม การติดตาม ประเมินผลคุณภาพ และมาตรฐานการศึกษาของสถาบันการศึกษาจากภายใน
โดยบุคลากรของสถาบันการศึกษานั้นเอง หรือโดยหน่วยงาน
ต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการศึกษานั้น ผลจากการตรวจสอบคุณภาพภายใน คือ มีการวางระบบงานที่มีระบบและกลไกชัดเจน
มีการดำเนินงานรวมทั้งมีการพัฒนาฐานข้อมูลในด้านต่างๆ
ขั้นตอนการประกันคุณภาพการศึกษา
การควบคุมคุณภาพ (Quality Control)
1. ศึกษาและเตรียมการ
2. วางแผนการประกันคุณภาพการศึกษา
3. ดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาตามแผน
4 .ตรวจสอบ และทบทวนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
5. พัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
6. เตรียมการเพื่อรับการประเมินจากสำนักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษา)
นอกสังกัดเขาลงมือทำเขาเรียกว่า "การประเมินคุณภาพภายนอก" การประเมินผล
และการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถาบันการศึกษาจากภายนอกโดย สำนักงาน
รับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือบุคคล หรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าว
รับรอง เพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถาบันการศึกษา ประกอบด้วย
1. การตรวจสอบคุณภาพที่ผ่านกระบวนการประกันคุณภาพภายใน
2. การประเมินคุณภาพ
3. การให้การรับรอง
8.
ในฐานะที่ท่านจะเป็นครูมืออาชีพท่านจะต้องนำวิชากฎหมายและการประกันคุณภาพมาประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
ตั้งแต่เรื่องการจัดการเรียนการสอน ชุมชน การดูแลนักเรียน
ขอให้ตอบโดยนำหลักคิดมาประยุกต์ใช้
ตอบ เมื่อเรามีบทบาท
ต่อการจัดการเรียนการสอน เราสามารถนำกฎหมายและการประกันคุณภาพไปประยุกต์ใช้เกี่ยวกับการคุ้มครองเด็ก โดยไม่ไปฝ่าฝืนเด็กตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ เช่น ลงโทษเด็กจนเกินกว่าเหตุ ชู้สาว
เป็นต้น อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ได้กับการประเมินคุณภาพการศึกษาของครู ผู้บิหาร และโรงเรียนได้อีกด้วย
ชุมชน ใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การรับสมัครนักเรียนเข้าสถานศึกษา
โดยการเป็นตัวประสานกับผู้ปกครองให้รับทราบถึงกฎ ข้อระเบียบ เกณฑ์
ในการเข้ารับการศึกษาต่างๆ และทำความเข้าใจให้กับผู้ปกครอง
การดูแลนักเรียน กฎหมายที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ได้รับของเด็กนักเรียน
โดยจะให้สิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่
และเท่าเทียมกันทุกคนให้เด็กนักเรียนได้พัฒนาตนเอง และสามารถช่วยเหลือนักเรียนได้
9. วิชานี้ท่านคิดว่าเรียนไปแล้วมีประโยชน์หรือไม่
ถ้านักศึกษาไม่ได้เรียนก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูน่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง โปรดยกตัวอย่างประกอบการอธิบายและเมื่อได้เรียนแล้วจะได้ระมัดระวังอย่างไร
ตอบตอบ วิชานี้มีประโยชน์เป็นอย่างมาก
เพราะว่าเป็นรายวิชาที่มีความสำคัญต่อนักศึกษาวิชาชีพครูอย่างเรา เนื่องจากเป็นการศึกษาที่เกี่ยวการศึกษา
ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับนักเรียน ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ในการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องในโรงเรียนได้อย่างเหมาะสม
ดังนั้น หากไม่ได้เรียนในรายวิชาไปก่อนแล้วอาจจะทำให้เราปรับตัวได้อย่างลำบาก
หากไม่รู้ว่าการวางตนหรือการปฏิบัติตนอย่างไรให้เหมาะสม
อาจจะเกิดการเข้าใจผิดในหน้าที่หรือบกพร่อง หรือผิดพลาดต่อหน้าที่ได้ เช่น การลงโทษเด็กด้วยไม้เรียว
ซึ่งในปัจจุบันบทลงโทดแบบนี้ก็ยังคงมีอยู่ให้เห็น หรือกรณีของนักศึกษาผู้ชายหรือนักศึกษาผู้หญิง
ไปคบหากับนักเรียนถือได้ว่าเป็นความผิดในวินัยร้ายแรงของครู เป็นต้น
จากการเรียน ทำให้เราพึงระลึกอยู่เสมอว่า
คนเป็นครูคือต้นแบบ สำหรับอนาคตของชาติ เราเรียนครูเพื่ออไร เพื่อพัฒนาคน พัฒนาสังคม
พัฒนาชาติ การรู้กฎหมายอย่างถ่องแท้ จะช่วยให้เราสามารถทำงานและวางตัวได้อยู่บนพื้นฐานที่ดีงามได้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์
10. การสอนแบบใช้เทคโนโลยีเว็บบล็อกผสมผสานกับรายงานของนักศึกษา
นักศึกษาคิดว่ามีประโยชน์หรือไม่อย่างไรจงแสดงความคิดเห็นตามแนวคิดของนักศึกษา
ตอบ การสอนแบบใช้เทคโนโลยีเว็บบล็อกผสมผสานกับรายงานมีทั้งผลดี และผลเสีย
ผลดี คือ ความสะดวกรวดเร็วในการส่งงาน การตรวจสอบงาน อีกทั้งนักศึกษาสามารถหาความรู้ได้อย่างอิสระ ไม่จำกัดความรู้เฉพาะในห้องเรียน
ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆ รวมถึงแนวคิดใหม่ๆ อยุ่ตลอดเวลา
ผลเสีย คือ การคัดลอกความคิดกันได้โดยง่าย หากขาดอินเตอร์แน็ตก็ส่งงานไม่ได้